วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยินดีต้อนรับ


     การสร้างบล็อกนี้ขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ ในเรื่องราวต่างๆของประเทศอิสราเอล
วัฒนธรรม ศาสนา ความเป็นอยู่ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆต่างๆ และมีอีกมายมายให้เราได้เรียนรู้กันและเชื่อว่าจะได้รับความรู้ไม่มากก็น้อย สำหรับคนที่ไม่รู้ก็จะได้เรียนรู้ข้อมูลบ้างคะ



 ประตูทางเข้าไปหลุมศพพระเยซู
 ผู้คนเข้าไปดูและสัมผัสมากมายในแต่ละวันคะ


พระศพของพระเยซู



สถานที่เทอาวีฟคะ ติดทะเล
















เทศกาล

เทศกาลต่างๆของอิสราเอลคะ


1. บาร์มิทซ์วาห์

เมื่อเด็กผู้ชายอายุ 13 ปี ตามกฎของยิวถือว่าโตพอที่จะถือรักษาพระบัญญัติต่างๆได้แล้ว และสามารถอ่านพระคัมภีร์โทราห์ออกเสียงดังในธรรมศาลาของวันสะบาโตแรก 
หลังจากวันเกิดของเขาเด็กชายชาวยิวจะต้องรู้ภาษาฮีบรู มีความรู้เกี่ยวกับศาสนายิว
พิธีกรรมต่างๆตลอดจนความเชื่อของศาสนายิวมากพอสมควร
-
พิธีบาร์มิทซ์วาห์ นิยมประกอบพิธีที่ เธอะ เวสเทิร์น วอลล์
-
การอ่านพระคัมภีร์โทราห์ ในพิธีมาร์มิทซ์วาห์ เด็กชายที่เข้าพิธีจะต้องสวม
ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ สำหรับการอธิษฐานและใช้ชายผ้าคลุมนั้นคั่นพระคัมภีร์
ตอนที่จะอ่าน และจะต้องระมัดระวังไม่ไปแตะถูกพระคัมภีร์ เขาจะต้องคาด
กล่องสีดำใบเล็กๆที่เรียกว่า "เทฟิลลิม" ไว้บนหน้าผากและแขนซ้ายใกล้หัวใจ
ในระหว่างประกอบพิธี ในกล่องนั้นบรรจุกระดาษแผ่นหนึ่งที่จารึกพระวจนะ
ที่เรียกว่า เชมา ไว้ คือ ฉธบ 6 : 4 - 8
-
ผ้าผืนใหญ่ที่ใช้คลุมระหว่างการอธิษฐานเรียก เทฟิลลิม ทาลลิต
-
"คิปปาห์" คือ หมวกกลมใบเล็กๆที่ผู้ชายยิวสวมคลุมศีรษะเสมอ เพื่อแสดงความ
เคารพนบนอบต่อพระเจ้า
2. วันสะบาโต (ชาบัต)

มีการถือรักษาวันสะบาโตทุกสัปดาห์ โดยเริ่มก่อนดวงอาทิตย์ตกดินในเย็นวันศุกร์
และจบลงหลังจากดวงอาทิตย์ตกในวันเสาร์
-
เป็นการระลึกถึงการทรงสร้างโลก เมื่อพระเจ้าทรงหยุดพักการทรงสร้างใน
วันที่เจ็ด นอกจากนั้นยังเป็นวันที่ระลึกกานที่พระเจ้าปลดปล่อยชาวฮีบร
ูจากการเป็นทาสในอียิปต์
-
ชาบัต เริ่มต้นด้วยการที่แม่บ้านจุดเทียนอย่างน้อย 2 เล่มขึ้น จะทักทายด้วยคำว่า
ชาบัต ชาโลม" แปลว่า "สันติสุสข ในวันสะบาโตจงมีแด่ท่าน"
-
ในตอนเย็นทุกคนในครอบครัวจะทานอาหารมื้อพิเศษร่วมกัน
เริ่มด้วยการขอพระพรจากพระเจ้าและดื่มเหล้าองุ่น และขอพรสำหรับวันนั้น
เป็นพิธีที่เรียกกันว่า "คิดดุช" การอธิษฐานเริ่มด้วย
"สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย
ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ของสากลจักรวาล ผู้ทรงสร้างผลของเถาองุ่น...."
-
อาหารมื้อนั้นจะเริ่มด้วยการขอพระพรสำหรับขนมปัง ซึ่งประกอบด้วยขนมปัง
อบพิเศษ 2 แถวมาพันหรือถักไขว้กัน เรียกว่า "คาลาท์" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์
แทนมานา 2 เท่าที่เก็บในวันก่อนวันสะบาโต
-
วันสะบาโตจบลงด้วยพธีกรรมเล็กๆ อีกพิธีหนึ่งเรียกว่า "ฮาฟดาลลาห์"
หมายถึง "การแบ่งแยก" 3โดยผู้เป็นพ่อจะสรรเสริญพระเจ้า
ผู้ทรงแยกวันสะบาโตจากวันอื่นๆของสัปดาห์ และทรงแยกอับราฮัม
ออกจากชนชาติอื่นๆ โดยถือไส้เทียนที่จุดไว้แล้ว เอามือป้องไว้เป็นสัญลักษณ์ เทียนที่ถักไว้เป็นพิเศษจะถูกจุดขึ้นกล่องบรรจุเครื่องเทศหอมหวานนี้จะเป็น
สัญลักษณ์แสดงถึงกลิ่นอันหอมหวานของวันสะบาโต แล้วจะรินเหล้าองุ่น
รดเทียนไขเล่มหนึ่งนั้น ทุกคนในครอบครัวก็จะอวยพรกันและกันให้สัปดาห์ที่
จะมาถึงนั้นเป็นพรแก่ทุกคน
3. โรช ฮาชานาห์


วันขึ้นปีใหม่ของชาวยิว เรียกกันว่า "โรช ฮาชานาห์" แปลว่า "ต้นปี"
ตรงกับเดือนกันยายน หรือตุลาคม เป็นวันแรกของปีตามปฏิทินที่ประชาชนใช้กัน 

ในช่วงอาหารเย็นก่อนวันโรช ฮาชานาห์ 1 วัน ทุกคนจะจิ้มชิ้นแอปเปิ้ลลงในน้ำผึ้ง
และกินแอปเปิ้ลนั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความหวังใจว่า ปีที่จะมาถึงจะมีแต่
ความรุ่งโรจน์และหวานชื่น
วันนี้ที่เวสเทิรน วอลล์ และในธรรมศาลาของชาวยิวทั่วทุกแห่งจะมีเป่าแตรเขาแกะ
เรียกว่า "โชฟาร์" เพื่อเตือนใจประชาชนถึงแกะตัวผู้ที่อับราฮัมถวายเป็นเครื่องบูชา
แทนอิสอัค และยังแสดงถึงความเชื่อฟังต่อพระบัญชาในพระคัมภีร์ และยังเป็นการ
เตือนว่า วันลบมลทินมาใกล้แล้วเพื่อเขาจะเตรียมตัวให้พร้อม


4. ยม คิปปูร์

10 วันหลังจากวัน โรช ฮาชานาห์ คือ "วันลบมลทิน" (ลวต 23 : 27 - 28)
ในปี 2012  เทศกาลวันลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur) เป็นช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า(Day of Awe) วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12  และวันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur)  เพื่อเตือนเราว่าพระเยซูทรงชดใช้บาปทั้งสิ้นแทนเรา 
"เทศกาลลบมลทินบาป" (The Day of Atonement) วันแห่งการลบมลทินบาปนี้ ถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวที่เล็งถึงแต่ละคนจะยืนขึ้นต่อหน้าพระเจ้าที่ทรงประทับบนบัลลังก์การพิพากษาและร้องขอการอภัยบาป และการชำระบาป เป็นเทศกาลที่เน้นการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาพิพากษาและปกครองโลก
ในสมัยก่อนนั้นวันที่บริสุทธิที่สุดของชาวอิสราเอลในรอบปีคือ ยมคิปปูร์ (Yom Kippur)
หรือวันลบมลทินบาป ซึ่งในวันนี้นั้น มหาปุโรหิตจะเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถาน เพื่อถวายสัตวบูชาและจะขอการอภัยโทษ ความบาปผิดทั้งบาปที่ได้ทำเป็นการส่วนตัวหรือบาปของคนส่วนรวมทั้งประเทศ

5. สุคคต

 

หลังจาก ยมคิปปูท์ ผ่านไปไม่นานมักจะเป็น "เทศกาลอยู่เพิง" สุคคตหมายถึง เพิง
หรือ พลับพลา เพิงที่สร้างขึ้นนี้ใช้เป็นเครื่องเตือนใจชาวยิวถึงการปกป้องของพระเจ้า
เมื่อบรรพบุรุษของพวกเขายังไม่มีบ้านเมืองถาวร แต่ต้องเดินทางเร่ร่อน
อยู่ในถิ่นทรุกันดาร หลังจากอพยพออกจากอียิปต์ ระหว่างพิธีในธรรมศาลา
ชาวยิวจะโบกกิ่งวิลโล กิ่งต้นน้ำมันเขียว กิ่งปาล์ม และผลส้มไปมา
เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงอยู่ทุกหนทุกแห่งและทุกประเทศเขตแดน

6. ชิมหัต โทราห์

วันสุดท้ายของเทศกาล สุคคต เรียกว่า ชิมหัต โทราห์ หมายถึง "ชื่นชมยินดีในโทราห์"
จะมีการอ่านพระคำตอนสุดท้ายในเฉลยธรรมบัญญัติ และตอนแรกสุดของปฐมกาล
เพื่อนแสดงว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด

7. ฮานุกะห์

คือเทศกาลแห่งแสงสว่าง ซึ่งตรงกับเดือน ธันวาคม และใกล้กับเทศกาลคริสต์มาส
เทศกาลนี้เป็นงานฉลองถวาย มหาวิหารที่ 2 ในสมัยมัคคาบี เมื่อปี 165 ก่อน
คริสตกาล.

8. เทศกาลเพสะห์ (เทศกาลปัสกา)


เทศกาลปัสกา หรือ ที่ชาวยิวเรียกว่า เพสะห์ เป็นการเฉลิมฉลองการที่ชาวฮีบรูหนีออก
จากแผ่นดินอียิปต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่ทูตแห่ง ความตายผ่านบ้านของ
ชาวฮีบรูไป แต่เข้าไปบ้านของชาวอียิปต์เท่านั้น เทศกาลนี้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับ
เทศกาลอีสเตอร์ เขาจะกินขนมปังไร้เชื้อ เป็นสิ่งเตือนใจคือ ขนมปังแห่งความทุกข์ยาก

9. เซเด 




2 คืนแรกของเทศกาลเพสะห์ ครอบครัวชาวยิวจะมาชุมนุมกันเพื่อฉลองเซเด ช่วงนั้นพวกเขาจะอ่าน "ฮากาดาห์" หมายถึง การเล่าเรื่อง การเล่าเรื่องที่พระเจ้าทรง
ปลดปล่อยชาวฮีบรูจากการเป็นทาสในอียิปต์ (อพยพ 1 - 12)
ไข่ต้มสุกเตือนใจถึงการกำเนิดของชนชาติอิสราเอล
กระดูกแกะย่างเป็นสัญลักษณ์แทนลูกแกะในวันปัสกาที่เคยนำมาถวาย
บูชาในพระวิหาร
ผักสดเช่น แตงกวา เตือนให้รู้ว่านี่คืองานฉลองในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
ฮาโรเซธซึ่งใช้แอปเปิ้ลสับ ถั่ว อบเชย และเหล้าองุ่นมาคลุกเคล้ากัน
เตือนให้ระลึกถึงโคลนที่ทาสชาวฮีบรูใช้ทำอิฐ
ให้ชาวอียิปต์ และเพื่อระลึกถึงอิสรภาพอันหวานชื่น
น้ำเกลือเป็นสัญลักษณ์แทนน้ำตาของเชลยชาวฮีบรู
ผักชีฝรั่งหนึ่งกำเป็นสัญลักษณ์แทนกิ่งหุสบ ซึ่งใช้จุ่มลงในโลหิตของ
ลูกแกะและนำมาพรมบนขื่อ วงกลบประตูในวัน
ปัสกาครั้งแรก
เทียนที่จุดไว้ 2 เล่มเป็นสัญลักษณ์แทนพระหัตถ์แห่งการทรงนำของ
พระเจ้าที่ทรงนาวฮีบรูออกจาก อียิปต์
จะมีการดื่มเหล้าองุ่น 4 ถ้วย1. ถ้วยแห่งการชำระให้บริสุทธิ์
2. ถ้วยแห่งการทรงไถ่
3. ถ้วยแห่งพระพร
4. ถ้วยแห่งการขอบคุณ
ชาวยิวยังจัดที่ว่างบนโต๊ะอาหารไว้หนึ่งที่ สำหรับเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ


10.ลัค บาโอเมอร์

ช่วงเทศกาลเพสะห์และเทศกาลชาวูโอต เป็นเวลาที่เคร่งขรึมมาก ชาวยิวจะ
ระลึกถึงความทนทุกข์ทรมานของพวกเขา เมื่อตกอยู่ในกำมือของชาวโรมัน
นี่คือช่วงแห่งการนับวันเวลา (เซฟิรา) แต่ในช่วงเทศกาล ลัค บาโอเมอร์ เท่านั้น
ที่ชาวยิวยังไม่เคร่งขรึม โดยมีการฉลองกันด้วยการก่อกองไฟและไปปิกนิก

11. เพ็นเทคศเต (ชาวูโอต)

เพ็นเทคศเต มาจากคำกรีก หมายถึง "ที่ห้าสิบ"
ชาวูโอต มาจากคำฮีบรู หมายถึง "สัปดาห์"
-
เป็นเทศกาลที่ระลึกถึงการประทานพระบัญญัติ 10 ประการบนภูเขาซีนาย
และยังเป็นการฉลองการเก็บเกี่ยวพืชผลด้วย
-
เป็นเทศกาลใหญ่ เทศกาลที่ 3 ของชาวยิว ซึ่งตรงกับวันที่ 50
หลังเทศกาลปัสกา กล่าวไว้ในอพยพ 23 : 16
12. วันแห่งความโศกเศร้า

ในวันที่ 9 ของเดือนออฟ (ทิชา บาฟ) ชาวยิวจะระลึกถึงการที่วิหารของเฮโรด
ถูกทำลายในปี ค.ศ. 70 

13. ปุริม



ต้นกำเนิดของเทศกาลปูริม อยู่ในหนังสือ เอสเธอร์
-
ปุริม มาจากภาษาฮีบรู แปลว่า สลาก เป็นการอ้างอิงถึงการทอดสลากของ
ฮามาน เพื่อหาวันที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
-
ผู้ใหญ่และเด็ก มักจะแต่งตัวสวยงาม และมีการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ
ที่เรียกกันว่า "ปุริมสปีล" และมีคุกกี้ชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า "ฮามานตาชิน"

แหล่งท่องเที่ยว

สถานที่เยรูซาเล็ม
กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว จากเนินเขาที่โล่งแจ้งนี้ บรรดาประกาศกและพระคริสตเจ้าเองทรงประกาศคำสั่งสอนของพระเป็นเจ้าและบท บัญญัติแห่งความรักจากดินแดนนี้ไฟแห่งความเชื่อได้แพร่ไปพร้อมกับมุ่งขจัดความมืดมนแห่งการหลงผิด และการนับถือพระเท็จเทียมต่างๆ ให้หมด สิ้นไป "บทบัญญัติของพระเป็นเจ้าจะแพร่ไปจากศิโยน และพระวาจาของพระองค์จากกรุงเยรูซาเลม"
เมืองนี้เป็นเมืองหลวงทางศาสนาของประชากรราวครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติ สำหรับชาวยิวเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลดั้งเดิม และแห่งความหวังในอนาคต
สำหรับชาวคริสต์เป็นเมืองที่พระเยซูเจ้าทรงประกอบภารกิจในช่วงระยะเวลาสุดท้าย แห่งพระชนมชีพของพระองค์ เมืองที่ได้เป็นพยานถึงการสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของพระองค์
กรุงเยรูซาเลมแหล่งกำเนิดความเชื่อและสันติ เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก ยังได้เป็นเมืองแห่งความทารุณโหดร้ายแห่งสงคราม และการหลั่งเลือด ณ ประตูเมืองแห่งนี้มีการสู้รบมากกว่าที่เมืองอื่นใดในโลก กรุงเยรูซาเลมถูกล้อมมากกว่า 50 ครั้ง ถูกยึดถึง 36 ครั้ง และถูกทำลายมากกว่า 10 ครั้ง
ไม่มีผู้ใดทราบว่ากรุงเยรูซาเลมเริ่มมีตัวตนขึ้นมาเมื่อใด ครั้งแรกที่พระคัมภีร์พูดถึง คือ สมัยของอับราฮัม โดยมีชื่อว่า "ซาเล็ม" ซึ่งแปลว่า สันติสุข
"ท่านเมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้ (ปฐก 14:18)
"ข้าพเจ้ายกมือสาบานตัวต่อพระพักตร์ผู้เป็นเจ้าพระเจ้าสูงสุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดิน" (ปฐก 14:22)
ในศตวรรษ ที่ 10 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์ดาวิดได้ยึดเมืองนี้และตั้งเป็นเมืองหลวง โดยนำหีบแห่งพันธสัญญามาประดิษฐาน

[แก้]ช่วงเวลา

  • ปี 965-922ก่อนคริสตกาล กษัตริย์โซโลมอนได้ปรับปรุงเมืองนี้และสร้างพระวิหาร
  • ปี 587 ก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลนได้ยึดกรุงเยรูซาเลม ทำลายพระวิหารและนำชาวยิวไปเป็นทาสในบาบิโลน
  • ปี 538 ก่อนคริสตกาล ชาวยิวได้กลับสู่กรุงเยรูซาเลมและสร้างพระวิหารขึ้นใหม่
  • ปี 332ก่อนคริสตกาล พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยึดกรุงเยรูซาเลม
  • ปี 168 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์อันติโอกุส เอปีฟาเนส ได้ทำลายกำแพงกรุงเยรูซาเลม
  • ปี 63 ก่อนคริสตกาล ชาวโรมยึดเมือง
  • ปี 37 ก่อนคริสตกาล เฮโรดได้แต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว พระองค์เป็นนักก่อสร้างและปรับปรุงกรุงเยรูซาเลมให้สวยงาม ได้สร้างกำแพงและพระวิหาร ขึ้นมาใหม่ให้สวยงามกว่าในสมัยของกษัตริย์ของเฮโรดนี้เป็นกรุงเยรูซาเลมที่พระเยซูเจ้าทรงรู้จัก
  • ปี ค.ศ.70 กรุงเยรูซาเลมถูกทำลายโดยจักรพรรดิตีตัส
  • ปี ค.ศ.132-135 จักรพรรดิเอเดรียนได้สร้างกรุงเยรูซาเลมขึ้นใหม่ตามแบบของเมืองโรมัน ตั้งชื่อว่า "เอลีอา กาปีโตลียา" และสร้างสักการสถานแด่พระเท็จเทียมบนซากของสักการสถานของชาวยิว และของชาวคริสต์ และพวกยิวถูกห้ามเข้าเมืองเด็ดขาด หากจับได้จะมีโทษมีประหารชีวิต
  • ปี พ.ศ. 873 (ค.ศ.330) จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 มหาราชผู้กลับใจได้เปลี่ยนกรุงเยรูซาเลมให้เป็นเมืองคริสต์
  • ปี พ.ศ. 1157 (ค.ศ.614) ชาวเปอร์เซียยึดกรุงเยรูซาเลมและทำลายวัดวาอารามต่างๆ
  • ปี พ.ศ. 1179 (ค.ศ.636) กรุงเยรูซาเลมตกอยู่ภายในอำนาจของชาวอาหรับ ซึ่งได้รักษาอำนาจนี้ตลอดมาเป็นเวลา 500 ปี
  • ปี พ.ศ. 1642 (ค.ศ.1099) กรุงเยรูซาเลมถูกยึดโดยครูเสดและกลับเป็นที่ตั้งของอาณาจักรละติน
  • ปี พ.ศ. 1730 (ค.ศ.1187) กรุงเยรูซาเลมถูกยึดโดยชาวมุสลิมภายใต้การนำของซาลาดิน
  • ปี พ.ศ. 2060 (ค.ศ.1517) เมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวเติร์ก และอยู่ในการปกครองของพวกเขาตลอด 400 ปี
  • ปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ.1917) พันธมิตรได้ยึดกรุงเยรูซาเลมและให้อยู่ใต้การปกครองของทหารอังกฤษ
  • ปี พ.ศ. 2491(ค.ศ.1948) สงครามระหว่างยิวและชาวอาหรับ กรุงเยรูซาเลมถูกแบ่งดินแดนเป็นเยรูซาเลมตะวันตก ปกครองโดยอิสราเอล และเยรูซาเลมตะวันออก ปกครองโดยจอร์แดน และเป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอลในส่วนที่เป็นเยรูซาเลมตะวันตก ระหว่างสงคราม 6 วัน ใน ค.ศ. 1967 เยรูซาเลมตะวันออกจึงตกอยู่ ภายใต้การปกครองของอิสราเอล และตามกฎหมายซึ่งออกใน ค.ศ. 1980 เยรูซาเลมจึงเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ
  • ปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ.1967) ระหว่างสงคราม 6 วัน ชาวอิสราเอลได้ยึดกรุงเยรูซาเลมเก่า ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจอร์แดน สถานการณ์ปัจจุบันยังยืดเยื้ออยู่ และชาวอาหรับรับไม่ค่อยได้ด้านประวัติศาสตร์ของคริสตชน เริ่มตั้งแต่ปีที่ 33 ของสมัยปกครองของกษัตริย์เฮโรด
ประมาณศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล (5 B.C.) เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาบังเกิด ประมาณ 8 กิโลเมตรห่างจากกรุงเยรูซาเลม เหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินชีวิตในกรุงเยรูซาเลมตามบันทึกในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เมื่อแม่พระและนักบุญยอแซฟ ถวายพระเยซูในพระวิหาร
พวกนักรบครูเสด (Crusader) ตามความเชื่อเป็นอัศวินของพระเจ้า ตามความเชื่อนี้ พวกนี้ไม่ใช่ คาทอลิก แต่เป็น โปร์แลด์น บางชื่อเรียกว่า อัศวินแทมพรา การแต่งกายตามแบบอัศวิน แต่จะแตกต่างตรงที่ ตามโล่ จะมีรูปไม้กางเขน


 หลุมศพพระเยซู
 ตลาดเยรูซาเล็ม




กำแพงเยรูซาเล็ม (กำแพงร้องไห้)


กำแพงที่สง่างามของกรุงเยรูซาเล็มเป็นผลงานสร้างของหลายยุคหลายสมัย รูปทรงปัจจุบันนี้เป็นผลงานการสร้างโดยชาวเติร์กราวศตวรรษที่ 16 ภายใต้การปกครองของสุลต่างสุไลมานมหาราช ในปี ค.ศ.1542 รอบๆ กำแพงที่มีความยาวกว่า 4 กิโลเมตร ความสูงดดยเฉลี่ย 40 ฟุต มีหอ 34 หอ มี 8 ประตู ได้แก่

ทิศเหนือ มี 3 ประตู คือ

ประตูใหม่ (New Gate) เป็นประตูสุดท้ายที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1889 

ประตูดามัสกัส (Damascus Gate) เป็นประตูที่สง่างามที่สุดเปิดสู่บริเวณจัตุรัสโรมัน

ประตูเฮโรด (Herod's gate) ติดกับย่านชาวอาหรับ

ทิศตะวันออก มี 2 ประตู คือ

ประตูสเตเฟน (St. Stephen's Gate) สุลต่านสุไลมานสั่งสร้างประตูนี้ ในปี ค.ศ.1530

ประตูทอง (Golden Gate) หรือเรียกว่า ประตูแห่งความเมตตา (Gate of Mercy) สร้างขึ้นในสมัยแรกๆ และพวกเติร์กได้ปิดประตูนี้ในศตวรรษ ที่ 7

ทิศใต้ มี 2 ประตู คือ

ประตูดัง (Dung Gate) ขยายให้กว้างขึ้นในศตวรรษนี้ เพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ประตูทิศตะวันตก

ประตูศิโยน (Zion Gate) มีรูกระสุนที่เกิดจากการต่อสู้ในสงครามปี ค.ศ.1948

ทิศตะวันตก คือ ประตูยัฟฟา (Jaffa Gate) 

เป็นประตูหลักที่เข้าสู่เมืองเก่าจากเยรูซาเล็มตะวันตก

กำแพงตะวันตก (Western Wall) หรือเรียกว่า กำแพงร้องไห้ (Wailing Wall)
เป็นสักการสถานศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว พวกเขาถือว่าเป็นพระธาตุของพระวิหารหลังสุดท้าย กำแพงตะวันตกนี้เป็นส่วนหนึ่งของกำแพงที่กษัตริย์เฮโรดได้สร้างรอบๆ พระวิหารหลังที่สอง ในปีที่ 20 ก่อนคริสตกาล






กรุงเทอาวีฟ อยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจของคนในเมืองนี้คะ



อันดับที่ 59ของโลก (กรุงเทล อาวีฟ)
เทลอาวีฟ (Tel Aviv) หรือ เทลอาวีฟ-ยาโฟ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เทลอาวีฟก่อตั้งในปี ค.ศ. 1909 บนเขตพื้นที่รอบนอกของเมืองท่าโบราณจัฟฟา ความเจริญของเทลอาวีฟได้ก้าวไปไกลกว่าเมืองจัฟฟาที่ในตอนนั้นเป็นของอาหรับอยู่ จนเทลอาวีฟและจัฟฟาถูกรวมเป็นเมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1950 สองปีหลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอล นครสีขาวแห่งเทลอาวีฟได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2003 ถือเป็นการรวมกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


เทลอาวีฟเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในอิสราเอล และยังได้ฉายาว่า "เมืองที่ไม่เคยหลับ" อีกด้วย